เป็นอีกหนึ่งปีที่ไม่ได้กลับไปใช้เวลาอยู่กับพ่อ-แม่ในช่วงเทศกาลปีใหม่ และยิ่งรู้สึกแย่เมื่อโทรไปอวยพรเช้าวันที่ 1 มกราคม 2555 และพบว่าไม่มีลูกคนไหนๆใน 3 คนกลับบ้านเลย ปล่อยให้พ่อกับแม่อยู่กันแค่สองคนตามลำพัง ถึงแม่จะบอกว่าไม่ได้คิดอะไร รู้อยู่ว่าลูกๆแต่ละคนก็มีภาระ แต่นั่นก็ดูเหมือนกับว่าเป็นคำพูดปลอบใจตัวเอง และพูดเพื่อให้ลูกๆไม่รู้สึกผิดกับการที่ไม่ได้กลับบ้าน นี่ถ้าเกิดว่าคนใดคนหนึ่งต้องจากเราไปก่อนถึงเทศกาลปีใหม่ครั้งหน้า เราคงจะรู้สึกผิดมากกว่านี้
แต่อย่างน้อยก้อมีโอกาสทำอะไรบางอย่างเพื่อแม่ เพราะว่ารับปากแม่ว่าจะเป็นตัวแทนแม่ ไปเยี่ยมป้านงที่เข้ามาผ่าตัดลำไส้ที่โรงพยาบาลรามาธิบดี ออกจากบ้านไปถึงโรงพยาบาลตอนบ่าย พบว่า ป้านงนอนพักรักษาตัว อยู่ที่ห้องพักรวม โดยที่ไม่มีคนมาเฝ้า ทั้งๆที่ป้านงก็ดูสดใสดี แต่มันก้อทำให้เราอดย้อนคิดถึงเมื่อ 2 ปีก่อนที่ไปเยี่ยมป้าแก้วในช่วงวันหยุดปีใหม่เหมือนกัน
ทั้งๆที่เป็นเทศกาลแห่งความสุขแท้ๆ แต่เรากลับพบว่า มีใครหลายๆคนที่ต้องทนทุกข์จากโรคภัยไข้เจ็บ ต้องมาพักอยู่ในโรงพยาบาล ขาดญาติพี่น้องมาเหลียวแล เพราะข้อจำกัดทางด้านการให้บริการของโรงพยาบาลภาครัฐ หรืออีกอย่างก้ออาจจะเป็นเหตุผลทางด้านสวัสดิการของภาครัฐ และเหตุผลจากค่าใช้จ่ายทางการรักษาพยาบาลที่สูงขึ้น จนทำให้สมือนว่าเราไม่มีทางเลือกในการเข้ารับบริการ ถึงแม้ว่า ที่จริงจะมีทางเลือกในการเข้ารักษาในโรงพยาบาลเอกชน ที่มีความสะดวกสบายมากกว่าก็ตาม
บทเรียนสำคัญที่ได้จากเหตุการณ์ช่วงส่งท้ายปีเก่า-ต้อนรับปีใหม่ นั่นก้อคือ
เราคงต้องหันมาดูแลสุขภาพของตนเอง ในลักษณะของการป้องกันมากขึ้น
รวมทั้งการให้ความสำคัญเกี่ยวกับโปรแกรมการประกันสุขภาพ
และที่สำคัญที่สุด - เราต้องสามารถใช้ชีวิตด้วยตนเองให้ได้อย่างมีความสุข อย่ายึดติดกับคนรอบๆตัว
เพราะท้ายที่สุด บางเวลาเราก้อต้องอยู่ตัวคนเดียวอย่างไม่มีทางเลือก นั่นเอง
และสัญญาว่า จะพยายามให้เวลากับคนในครอบครัวให้มากกว่านี้ โดยไม่ผลัดวันประกันพรุ่ง
เพราะไม่อยากเสียดายที่ไม่ได้ทำในขณะที่เรายังมีโอกาส แล้วต้องมานั่งเสียใจตอนที่หมดโอกาสไปแล้ว
ขอโทษครับ พ่อ-แม่
วันจันทร์ที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2555
บทเรียนส่งท้ายปลายปี 2554
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น